บทที่ 3 ครั้งนี้นางนับว่าฉลาด

ทางด้านซูเชี่ยวตอนนี้กำลังขบคิดว่าจะเอายังไงดี โบย20ไม้ไม่มีปัญหาแต่การส่งกลับตระกูลคนในโลกนี้ให้ความสำคัญกับเรื่องหน้าตาเป็นอย่างมาก ขืนส่งนางกลับตระกูลมีหวังท่านพ่อของนางต้องโกรธนางมากแน่ๆ แถมโลกนี้ผู้หญิงที่ทำเรื่องร้ายเเรงถึงขั้นทำร้ายสตรีด้วยกันถือว่ามีจิตใจอำมหิตไม่สามารถแต่งออกไปตระกูลไหนได้อีก แต่จะให้นางทำอย่างไรก็เจ้าของร่างเก่าในร่างนี้ทำไปแล้วด้วยนี่สิ ทั้งหลักฐานและพยานบุคคลขนาดนี้พอจะมีทางรอดให้นางหรือไม่

“ว่าอย่างไร”

เสียงนุ่มถามเตือนอีกครั้งเมื่อเห็นหญิงสาวเงียบไป

“เอ่ออ งั้นข้าขอถามพยานทั้ง3คนนี้ว่าพวกท่านรู้ได้อย่างไรว่าเป็นข้าที่ทำการลักลอบแอบเอาน้ำมันไปราดไว้ "

ซูเชี่ยวที่ไม่รู้อะไรเช่นกัน เพราะไม่มีความทรงจำเก่าๆ ของร่างนี้เลย ได้ยินแค่คนอื่นต่างพูดถึงเหตุการณ์นี้ไปทั่วเช่นกัน

“ข้า 3 คน เห็นเจ้าสวมชุดดำ ปิดหน้าปิดตาทำลับๆ ล่อๆ อยู่บริเวณตรงกลางสะพานเวลายามเหม่า และก็เป็นเจ้าอีกที่เดินชนแม่นางฮุ่ยซิ่วจนตกไปที่สระบัว”

ชายคนหนึ่งในศิษย์ 3 คนที่มาและยืนตรงข้ามกับนางพูดขึ้น

“แล้วข้าจะทำแบบนั้นไปทำไมกัน”

ซูเชี่ยวถามกลับด้วยท่าทีสงบนิ่ง และไม่แสดงอาการลนลานใดๆ ออกมา

“ใครๆ ก็รู้ว่าเจ้าชอบท่านเจ้าสำนัก”

ศิษย์หญิงคนหนึ่งรีบแย้ง และแอบเหลือบมองหน้ารองเจ้าสำนักเฟยซิ่น เมื่อเห็นว่าไม่มีท่าทางใดๆ จึงพูดต่อ

“เจ้าพยายามกลั่นแกล้งและขัดขวางผู้หญิงทุกคนที่พยายามเข้าใกล้ท่านเจ้าสำนักมาโดยตลอด ดังนั้นพอเจ้ารู้ว่าแม่นางฮุ่ยซิ่วจะมาจึงขัดขวางไม่ให้นางได้เข้าใกล้ท่านเจ้าสำนัก อย่างไรล่ะ”

ศิษย์คนเดิมกล่าวออกมาด้วยท่าทางเหนือกว่า เพราะนางไม่ชอบหน้าซูเชี่ยวมานานแล้ว ทั้งที่ซูเชี่ยวมีพลังแค่ระดับต่ำเท่านั้นกลับเข้ามาเรียนที่นี่ได้ เเถมยังวางอำนาจใหญ่โตเพียงเพราะเป็นลูกสาวของท่านแม่ทัพ แล้วอย่างไรล่ะก็แค่มนุษย์ธรรมดาเท่านั้นไม่มีสิทธิ์ที่จะมากดหัวพวกนางที่มีพลังแบบนี้ได้เพราะแค่นางไม่ได้เป็นลูกของผู้มีอำนาจแค่นั้น

“ดังนั้นข้าขอถามพวกท่าน ถ้าหากข้าทำจริงๆ เหตุใดข้าจึงตกลงไปด้วย ทั้งที่ข้าวางแผนมาก่อนแล้วตามที่พวกท่านกล่าวอ้าง ถ้าหากคนคนหนึ่งจะทำร้ายใครย่อมต้องศึกษาข้อมูลของคนคนนั้นมาดี"

ซูเชี่ยวกล่าวออกมาเสียงเรียบและมองไปที่พยาน 3 คนและกล่าวต่อว่า

“แม่นางฮุ่ยซิ่วว่ายน้ำเป็น นั่นย่อมเป็นข้อมูลพื้นฐานที่ถ้าหากข้าวางแผนย่อมต้องรู้ แต่เป็นข้าเองที่ว่ายน้ำไม่เป็นและน้ำบริเวณนั้นค่อนข้างที่จะลึก บวกกับที่ข้าเองไม่มีพลังใดๆ ที่จะช่วยตัวเองได้เลย ถ้าหากข้าเผลอตกลงไปด้วยเหล่า พวกท่านคิดว่าคนอย่างข้าที่พวกท่านกล่าวอ้างจะยังเลือกใช้แผนนี้อยู่อีกหรือ มีวิธีมากมายที่ข้าเลือกใช้ได้แล้วข้าจะเลือกวิธีที่อาจเสี่ยงให้ข้าบาดเจ็บด้วยไปไย”

หญิงสาวกล่าวออกมายืดยาว ด้วยเสียงเรียบและหนักแน่น ก็นางไม่ได้ทำจริงๆ หนิเจ้าของร่างเก่านู๊น~ที่เป็นคนทำต่างหากนางจะมารับผิดชอบเเทนทำไมล่ะ

“แล้วเรื่องที่เจ้าแอบไปวางน้ำมันล่ะ เจ้าจะว่ายังไง”

เสียงนี้เป็นเสียงของรองเจ้าสำนักเฟยซิ่นที่นั่งฟังมานานเเละเริ่มคิดตามที่ซูเชี่ยวพูด

“เรียนท่านรองเจ้าสำนัก ข้าขอถามพยานทั้ง 3 ท่านว่า พวกท่านรู้ได้ยังไงว่าเป็นข้าที่แอบไปวางน้ำมัน ตามที่ท่านกล่าวหาพวกท่านเพียงเห็นคนสวมชุดดำปิดหน้าตา แถมเห็นเเค่ทำตัวลับๆ ล่อๆ ม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำอะไร อีกทั้งยังเป็นยามเหม่าฟ้ายังไม่สว่างดีด้วยซ้ำ ท่านไม่เห็นหน้าตาชัดๆ ด้วยซ้ำแต่กลับกล่าวหาข้า”

ซูเชี่ยวกล่าวออกมาอย่างต้องการคำตอบ

“เจ้า!!”

ชาย 1 ใน3 ของศิษย์ที่มาเป็นพยานสบถออกมาอย่างโมโห

“เอาล่ะๆ ที่เจ้าพูดมาก็มีเหตุผล แต่ถึงอย่างไรเจ้าก็มีส่วนผิดอยู่ดีที่ไม่ทันระวังเดินชนแม่นางฮุ่ยซิ่วจนตกน้ำ งั้นลงโทษโดยการโบย 15ไม้ ส่วนพวกเจ้าก็เช่นกันโบยคนละ10 ไม้ โทษฐานไม่คิดให้รอบคอบใส่ร้ายพูดอื่น”

หลังจากเงียบไปสักพักเพื่อใช้ความคิด เฟยซิ่นกล่าวออกมาเสียงเรียบ

ซูเชี่ยวกำลังจะอ้าปากแย้งแต่หันไปเห็นผู้ช่วยข้างกายเฟยซิ่นส่ายหน้าเป็นการห้าม

“ขอบคุณท่านรองเจ้าสำนัก”

ซูเชี่ยวจำใจได้แค่ต้องเก็บคำพูดเอาไว้

“ขอบคุณท่านรองเจ้าสำนัก”

เป็นเสียงของศิษย์ที่มาเป็นพยานกล่าวออกมาพร้อมกัน จากนั้นเฟยซิ่นและคนอื่นๆ ก็ทยอยออกไปจากห้อง รวมถึงหญิงสาวด้วยนางทำได้แค่คิดในใจอะไรกันเนี่ยไม่ได้ทำผิด ทั้งที่มีคำแก้ตัวทุกอย่างก็ต้องถูกลงโทษด้วยเหรอเนี้ย แล้วข้าจะมีชีวิตรอดไปได้อีกเท่าไหร่กัน

......

สะพานไม้ทอดตัวเป็นทางเดินจากพื้นดินยาวไปกลางน้ำ มีศาลาไม้สไตล์จีนโบราณทรง 8 เหลี่ยม ที่ตั้งอยู่บริเวณโดยรอบแม่น้ำถูกล้อมรอบไปด้วยภูเขาและหน้าผาสูงต่ำสลับกัน มีต้นไม้น้อยใหญ่สีเขียวดูสดชื่นที่ปกคลุมไปด้วยไอหมอกเหนือผิวน้ำ ที่นี่คือบริเวณหลังตำหนักหยกขาวเจ้าของตำหนักแห่งนี้ไม่ใช่ใครนอกจากชายที่อยู่ในบริเวณกลางศาลาแห่งนี้ ลี่หยางเจ้าสำนักวารีหยกกำลังนั่งดีดกู่เจิงอย่างเพลิดเพลิน แต่เเล้วก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาแต่ไกล ทำให้เขาต้องหยุดบรรเลงจากนั้นลุกขึ้นและยืนหันหน้าชื่นชมทิวทัศน์เบื้องหน้า 

“เป็นอย่างไรบ้าง”

เสียงทุ้มกล่าวออกมาโดยที่ไม่ได้หันหลังกลับมามองคนที่พึ่งมาเยือนเมื่อสักครู่นี้

“นางไม่ยอมรับคำสารภาพขอรับ”

เสียงนุ่มกล่าวออกมา ผู้ที่มาเยือนคือรองเจ้าสำนักเฟยซิ่น จากนั้นเล่าเรื่องและเหตุผลการณ์ต่างๆ ให้ลี่หยางเจ้าสำนักฟังอย่างละเอียด เรื่องที่เหล่านั้นคือเรื่องของซูเชี่ยวในวันนี้นั่นเอง

“อืม ครั้งนี้นางนับว่าฉลาดที่สามารถหาข้อแก้ต่างให้ตัวเองได้ ปล่อยนางไปก่อน”

เสียงทุ้มกล่าวออกมาและหันหน้ามามองเฟยซิ่น แล้วยิ้ม

บทก่อนหน้า
บทถัดไป